เนื้อหาในหน้านี้อ้างอิงตามแนวทางการพัฒนาการวินิจฉัยและรักษานอนกรนและโรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นในประเทศไทย สำหรับผู้ใหญ่ พ.ศ. 2568 โดยสมาคมโรคนอนกรนและหยุดหายใจขณะหลับ ร่วมกับราชวิทยาลัยโสต ศอ นาสิกแพทย์ฯ
เสียงที่เกิดจากลมผ่านทางเดินหายใจส่วนบนที่แคบลง ทำให้เนื้อเยื่อบริเวณนั้นสั่นสะเทือน คนกรนหลายคนไม่ได้เป็น OSA แต่เสียงกรนดังเรื้อรังเป็น หนึ่งในอาการแสดงสำคัญ ของ OSA
ภาวะที่กล้ามเนื้อทางเดินหายใจส่วนบนหย่อนตัวขณะหลับ ทำให้ทางเดินหายใจ ยุบตัว ลมผ่านได้น้อยกว่าปกติ (hypopnea) หรือผ่านไม่ได้เลย (apnea) เกิดเป็นภาวะออกซิเจนในเลือดต่ำและสมองต้องตื่นซ้ำๆ เพื่อให้กลับมาหายใจ
ในประเทศไทยพบความชุกของ OSA ประมาณ 15.4% ในผู้ชาย และ 6.3% ในผู้หญิง (จากการศึกษาในประชากรทั่วไป)
หากคุณหรือคนใกล้ชิดมีอาการเหล่านี้ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเสี่ยง OSA
เสียงกรนดังกว่าปกติ ดังจนได้ยินผ่านประตูที่ปิด หรือทำให้คนข้างๆ นอนไม่หลับ
คู่นอนหรือคนในครอบครัวเห็นว่าหยุดหายใจเป็นช่วง ๆ หรือหายใจติดขัดขณะหลับ (witnessed apnea)
สะดุ้งตื่นจากการหายใจไม่ออก สำลักอากาศ หรือตื่นมาหอบกลางคืน
ง่วงนอนกลางวันรุนแรง หลับง่ายขณะดูทีวี ประชุม หรือขับรถ ทั้งที่นอนเพียงพอ
ตื่นมารู้สึกไม่สดชื่น ทั้งที่นอนเพียงพอ มีอาการอ่อนเพลีย ปวดหัวตอนเช้า
นอนหลับไม่ต่อเนื่อง พลิกตัวไปมาบ่อย หรือรู้สึกเหมือนนอนไม่ลึก
ความเสี่ยงประเมินได้จากประวัติ ตรวจร่างกาย หรือแบบสอบถาม STOP-Bang
ผู้ที่มีโรคเหล่านี้ควรรีบประเมิน OSA แม้คะแนน STOP-Bang จะไม่สูง:
ผู้ที่ประกอบอาชีพต่อไปนี้ ควรประเมิน OSA แม้ยังไม่มีอาการ เพื่อป้องกันสาธารณภัยร้ายแรง: นักบิน, คนขับรถสาธารณะหรือรถบรรทุกเชื้อเพลิง, บุคลากรที่ทำงานควบคุมระบบที่ซับซ้อนหรือเสี่ยงสูง
OSA ที่ไม่ได้รับการรักษามีผลต่อสุขภาพในระยะยาวอย่างชัดเจน
โรคหลอดเลือดแดงโคโรนารี (coronary artery disease) และการเต้นผิดจังหวะ เช่น atrial fibrillation
โดยเฉพาะความดันที่คุมยากด้วยยาตามมาตรฐาน รวมถึงความดันหลอดเลือดปอดสูง
เสี่ยงต่อ stroke (cerebrovascular disease) สูงขึ้น ส่งผลต่อสมรรถภาพในระยะยาว
ความง่วงผิดปกติในเวลากลางวันเพิ่มความเสี่ยงอุบัติเหตุทางรถยนต์และการทำงาน
ส่งผลต่อสมาธิ อารมณ์ ความสัมพันธ์ และประสิทธิภาพการทำงาน
เกี่ยวข้องกับเบาหวาน ภาวะซึมเศร้า โรคไต ภาวะอ้วน ที่อาจรุนแรงขึ้น
การวินิจฉัย OSA ทำโดยการ ทดสอบการนอนหลับ (Sleep Test) ซึ่งวัดค่า AHI (Apnea-Hypopnea Index) — จำนวนครั้งที่หยุดหายใจหรือหายใจแผ่วต่อชั่วโมง โดยแบ่งระดับความรุนแรงดังนี้:
การทดสอบมีหลายประเภทตามความซับซ้อนของอุปกรณ์ — Type 1 (PSG ในห้องปฏิบัติการ), Type 2, Type 3 (multi-channel ที่บ้าน), และ Type 4 (ออกซิเจนและการเต้นหัวใจ) ดูรายละเอียดและบริการของเราที่ หน้าตรวจการนอนหลับ หรือเริ่มจาก แบบสอบถาม STOP-Bang
แพทย์จะพิจารณาวิธีที่เหมาะสมตามปัจจัยตัวโรค ปัจจัยตัวผู้ป่วย และปัจจัยวิธีการรักษา (comprehensive multidimensional evaluation)
การให้ความรู้เรื่องโรค สุขอนามัยการนอนหลับ และการลดน้ำหนัก ผลลัพธ์ดีกว่าการให้คำแนะนำทั่วไปเมื่อมีการดูแลและติดตาม
เหมาะสำหรับ: ผู้ป่วยทุกราย เป็นพื้นฐานของการรักษา
ครอบคลุม CPAP (แรงดันคงที่), APAP (ปรับอัตโนมัติ), BiPAP (สองระดับ), และ ASV เป็นการรักษาที่มีประสิทธิภาพสูงและความเสี่ยงต่ำ ทำหน้าที่เป็น "pneumatic splint" เพื่อไม่ให้ทางเดินหายใจยุบตัว
เหมาะสำหรับ: ผู้ที่ AHI ตั้งแต่ 15 ขึ้นไป มีอาการง่วงกลางวันมาก BMI สูง เพศชาย/หญิงวัยหมดประจำเดือน หรือมีโรคประจำตัวสำคัญ — เป็นทางเลือกแรกที่แนะนำ
ที่นิยมที่สุดคือ MAD (Mandibular Advancement Device) ซึ่งดันขากรรไกรล่างไปข้างหน้าเพื่อเปิดทางเดินหายใจ ทำเฉพาะบุคคลโดยทันตแพทย์ ต้องปรับและติดตามผลเป็นระยะ
เหมาะสำหรับ: OSA ระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง หรือผู้ที่ใช้ PAP ไม่ได้/ไม่สะดวก เช่น ต้องเดินทางบ่อย
Radiofrequency (RF) สามารถทำได้ที่จมูก เพดานอ่อน หรือโคนลิ้น และ Erbium YAG Laser สำหรับนอนกรนและ OSA ที่ไม่รุนแรง
เหมาะสำหรับ: ผู้ที่นอนกรนและความเสี่ยง OSA ต่ำ หรือ OSA ไม่รุนแรง หรือผู้ที่ปฏิเสธ PAP/oral appliance/surgery
⚠️ ไม่แนะนำ CO₂ Laser LAUP เนื่องจากอัตราความสำเร็จต่ำและภาวะแทรกซ้อนสูง
มีหลายชนิดตามตำแหน่งของการอุดกั้น:
เหมาะสำหรับ: ผู้ที่ไม่ต้องการใช้ PAP อายุน้อย BMI < 40 และมีโครงสร้างที่ทำให้ทางเดินหายใจอุดกั้น
การใช้หลายวิธีร่วมกันเพื่อผลการรักษาที่ดีขึ้น เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่ใช้วิธีเดียวแล้วยังไม่ได้ผลตามที่คาดหวัง